วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัย

   หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนมีมากมายหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานในสังกัดภาครัฐบาลและสังกัดภาคเอกชน
หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่สำคัญ มีดังนี้


ภาพที่ 6.11 สถานีตำรวจ
ที่มา : http://wangthong.plpolice.com/history.html
                1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยแก่สังคม นักเรียนสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตามความเหมาะสม เช่น
              
 - กองบังคับตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ในการตรวจและจัดการจราจร ควบคุมเหตุฉุกเฉิน สอบสวนเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจร และตำรวจจราจรในสังกัดยังคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือให้ความปลอดภัยและความสะดวกแก่ประชาชนที่ใช้รถ ใช้ถนน รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่พิเศษเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้วย
              
 - กองบังคับการตำรวจทางหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมกำกับดูแล รักษาทางหลวงแผ่นดิน อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในด้านการจราจรรวมทั้งทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเขตทางหลวง และคอยให้บริการช่วยเหลือผู้ใช้ทางและประชาชนทั่วไป

ภาพที่ 6.12 สถานีตำรวจทางหลวง
ที่มา : http://div43.highway.police.go.th/index.php?page=history.html
                 นอกจากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวแล้ว นักเรียนสามารถร้องขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยอันตรายขึ้นกับตนเองหรือพบเห็นผู้ประสบเหตุคนอื่นๆ ได้ โดยติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจใกล้บ้านหรือสถานีตำรวจภายในชุมชนของตนเองหรืออาจโทรศัพท์ที่หมายเลขฉุกเฉินต่อไปนี้ (1) แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย โทรศัพท์ 191 (2) แจ้งเหตุศูนย์การควบคุมการจราจร โทรศัพท์ 197 (3) แจ้งเหตุเพลิงไหม้ โทรศัพท์ 199 (4) แจ้งเหตุ จส.100 โทรศัพท์ 1137 และ (5) แจ้งเหตุการป่วยหรืออุบัติเหตุฉุกเฉินโดยการแจ้งผ่านไปที่หน่วยงานกูชีพนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1669 หรือหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โทรศัพท์ 1554 หรือศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาลโรงพยาบาลตำรวจ โทรศัพท์ 0-2255-1133 หรือมูลนิธีป่อเต็กตึ้ง โทรศัพท์ 0-2226-4444-8 หรือ มูลนิธิร่วมกตัญญูโทรศัพท์ 0-2249-6620 นอกจากนี้การแจ้งเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในเรื่องการบริโภคสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แจ้งเหตุผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โทรศัพท์ 1556 และศูนย์ร้องเรียนผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โทรศัพท์ 1166

ภาพที่ 6.13 มูลนิธีป่อเต็กตึ้ง
ที่มา : http://www.ruamkatanyu.or.th/
                  2. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีภารกิจหลักในการจัดทำแผนแม่บทวางมาตรการส่งเสริม สนับสนุนการป้องกัน บรรเทาและฟื้นฟูหลังเกิดภัย โดยกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัย สร้างระบบป้องกัน เตือนภัยและฟื้นฟูหลังเกิดภัย รวมถึงติดตามประเมินผล เพื่อให้หลักประกันในด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักเรียน และบุคคลทั่วไปที่ต้องการปรึกษา และขอความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยสามารถติดต่อได้ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์ 0-2243-0020-27 หรือที่เว็บไซต์ http://www.disaster.go.th
              
   3. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรัฐบาลสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจที่สำคัญคือเสนอนโยบายและแผนการป้องกันอุบัติภัย เป็นศูนย์ประสานงานด้านวิชาการ สนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติภัยและสาธารณภัย และเป็นศูนย์กลางข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับอุบัติภัยรวมทั้งมีหน้าที่รณรงค์เผยแพร่งานป้องกันอุบัติภัยแก่ประชาชน นักเรียน และบุคคลทั่วไปที่สนใจเรื่องความปลอดภัยต่างๆ สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่เว็บไซต์ http://www.safety.thaigov.net

กฎหมายคุ้มครองความปลอดภัย

   กฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความปลอดภัย เพราะกฎหมายดังกล่าวช่วยควบคุม บังคับให้ประชาชน นายจ้าง นิติบุคคล หรือองค์กรต่างๆ ได้ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกฎหมาย ส่งผลทำให้เกิดพฤติกรรมความปลอดภัยในสังคมโดยส่วนรวม
              
 กฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ ซึ่งในบทเรียนนี้จะกล่าวเฉพาะกฎหมายที่สำคัญๆ ดังนี้
              
1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บัญญัติสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงาน และการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้ลูกจ้างทำงานด้วยความปลอดภัย มีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการตามสมควร
              
 กฎหมายนี้มี 116 มาตรา แบ่งเป็น 16 หมวด ซึ่งจะขอกล่าวเฉพาะหมวดที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยโดยตรงของลูกจ้าง ดังนี้
              
 หมวดที่ 2 ว่าด้วนการใช้แรงงานทั่วไป
ให้นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ให้มีการประกาศหยุดตามประเพณีให้ทราบล่วงหน้า ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วัน ซึ่งรวมวันแรงงานแห่งชาติ ลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด
              
 หมวดที่ 3 ว่าด้วยการใช้แรงงานหญิง
กำหนดประเภทของการทำงานที่ห้ามมิให้ลูกจ้างหญิงทำงานที่ส่งผลเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต รวมถึงการกำหนดการทำงานของหญิงมีครรภ์ และสิทธิลาคลอด
              
 หมวดที่ 4 ว่าด้วยการใช้แรงงานเด็ก
ห้ามมิให้จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้าง และการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงาน จัดทำบันทึกสภาพการทำงาน แจ้งพนักงานเลิกจ้าง รวมทั้งกำหนดประเภทงานที่ห้ามจ้างเด็กทำงาน และข้อกำหนดในการทำงาน
              
 หมวดที่ 8 ว่าต้องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย เพื่อเสนอความคิดเห็นรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและแผนงานที่เกี่ยวข้อง และให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานการบริหารในเรื่องความปลอดภัย

              
2. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
              
 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองความปลอดภัยในการบริโภค การซื้อและการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสินค้าต่างๆ รวมถึงสิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียน และเรียกร้องความเป็นธรรมที่เกิดจากการซื้อและใช้สินค้าที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นธรรม
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคที่น่าสนใจมีดังนี้
              
 - การกำหนดแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับอันตรายจากการใช้สินค้า หรือได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งทำหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
              
 - การกำหนดการควบคุมฉลากของสินค้า ในมาตรา 30 และมาตรา 31 โดยกำหนดให้สินค้ามีการแสดงฉลาก เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคในการได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้า รวมถึงลักษณะของรายละเอียดของตัวฉลากที่สินค้าแต่ละประเภทพึงมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

              
  3. พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2542
              
 พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย                 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนและหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ได้อย่างปลอดภัยและเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
              
 พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
              
 มาตรา 14 ในกรณีฉุกเฉินเมื่อมีเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการหรือสั่งให้พนักงานดังเพลิงหรืออาสาดับเพลิงดำเนินการดังต่อไปนี้
              
 1. กำหนดบริเวณหรือสถานที่ที่อาจเกิดเพลิงไหม้
              
 2. จัดระเบียบการจราจรชั่วคราวในบริเวณที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันอัคคีภัย
              
 3. ปิดกั้นมิให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณหรือสถานที่ที่กำหนด
              
 4. เคลื่อนย้ายหรือทำลายสิ่งที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้
              
 มาตรา 23 ผู้ใดพบเพลิงเริ่มไหม้ให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาอาคาร หรือสถานที่ที่เป็นต้นเพลิงเพื่อทำการดับเพลิง ถ้าไม่ปรากฏตัวบุคคลดังกล่าว และเพลิงนั้นอยู่ในสภาพที่ตนสามารถดับได้ ก็ให้ทำการดับเพลิงนั้นทันที ถ้าเพลิงนั้นอยู่ในสภาพที่ตนไม่สามารถดับได้ ให้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบโดยด่วน
              
 มาตรา 35 ผู้ใดแจ้งเหตุหรือให้อาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

               มาตรา 36 ผู้ใดไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำลาย เคลื่อนย้าย กีดขวาง หรือทำให้เกิดอุปสรรคต่อการใช้อาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เครื่องดับเพลิง หรือท่อส่งน้ำดับเพลิงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 1 น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การสร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัยในชุมชน

การที่บุคคลจะเกิดพฤติกรรมด้านความปลอดภัยที่ถูกต้องได้นั้น บุคคลดังกล่าวควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องของความปลอดภัย และมีทัศนคติที่ดี หรือมีความตระหนักในเรื่องของความปลอดภัยในด้านต่างๆ ซึ่งชุมชนสามารถสร้างความตระหนักในการระมัดระวังภัยอันตรายและการป้องกันความไม่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับคนของชุมชน ดังวิธีการต่อไปนี้
               1. สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันภัยอันตรายต่างๆ โดยการเผยแพร่ความรู้ผ่านกลุ่มคนในชุมชน เช่น ฝึกอบรมการป้องกันภัยจากโจรผู้ร้าย การฝึกซ้อมหนีไฟ และการปฐมพยาบาล การแจ้งเตือนถึงอันตรายของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นความสำคัญของปัญหาและผลกระทบที่มีต่อสุขภาพ ชีวิต และทรัพย์สิน จนก่อให้เกิดความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยของคนในชุมชนไปโดยอัตโนมัติ



ภาพที่ 6.9 การเผยแพร่ความรู้ผ่านกลุ่มคนในชุมชน
ที่มา : http://sakaeoyc.blogspot.com/2010/03/yc_29.html
               2. การปลูกฝังทัศนคติที่ดีด้านความปลอดภัยทัศนคติที่ดีด้านความปลอดภัย คือ การตระหนักว่าความปลอดภัยมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทำให้บุคคล ครอบครัว และชุมชนมีสุขภาพที่ดี และการไม่ระมัดระวัง ฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยต่างๆ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง วิธีการปลูกฝังทัศนคติด้านความปลอดภัยเช่น ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อกระบวนการสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนให้มากที่สุด เพราะจะทำให้เกิดความปลอดภัยในชุมชนให้มากที่สุด เพราะจะทำให้เกิดการชักจูงโดยกลุ่มของชุมชนให้บุคคลเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย มีความตระหนักว่าความปลอดภัยของชุมชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่ต้องมีพฤติกรรมด้านความปลอดภัยที่ถูกต้อง

ภาพที่ 6.10 การปลูกฝังทัศนคติที่ดีด้านความปลอดภัยบนท้องถนน
ที่มา : http://activity.sanook.com/tiresafety/news_detail.html?id=58

               3. การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ชุมชนต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติและมีการสืบทอดพฤติกรรมด้านความปลอดภัยต่างๆ จากรุ่นพ่อแม่สู่ลูกหลานสืบต่อไป จนเกิดเป็นวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยต่างๆ ขึ้นในชุมชน เช่นการขับขี่ตามกฎจราจร การหลีกเลี่ยงสารเสพติด การให้ความร่วมมือในการป้องกันภัยอันตรายของชุมชน เป็นต้น 

ตัวอย่างการสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชน

     การสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนส่งผลดีต่อประชาชนที่อาศัยในชุมชน ช่วยทำให้บุคคลมีสวัสดิภาพในการดำรงชีวิต ปราศจากการเจ็บป่วย และการได้รับอันตรายจากภัยอันตรายต่างๆ ซึ่งนักเรียนสามารถนำตัวอย่างการสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนต่อไปนี้ มาปรับใช้ให้มีความเหมาะสมกับสภาพปัญหา และความต้องการของชุมชนตนเอง เพื่อการเป็นชุมชนที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีของทุกคน
              1. กิจกรรมหรือโครงการด้านความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ เช่น
              - กิจกรรมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในวันปีใหม่ เป็นโครงการกิจกรรมด้านความปลอดภัยของเครือข่ายชุมชนปลอดภัย ซวยสวนเงิน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนกับเด็กและคนในชุมชนในวันปีใหม่ และเพื่อสร้างความตระหนักในการขับขี่อย่างปลอดภัย มีแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ เช่นจัดป้ายรณรงค์เพื่อเผยแพร่วิธีการป้องกันอุบัติเหตุ การจัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัยการจัดการแข่งขันตอบคำถามเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ เป็นต้น


ภาพที่ 6.4 กิจกรรมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในวันปีใหม่
ที่มา : http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=2DEF64A4F08C0D5349AB5CC1435D0E01
              - โครงการจักรยานปลอดภัย สุขภาพสดใส เป็นโครงการสร้างเสริมความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางการจราจร โดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่สนับสนุนให้เกิดกลไกการดำเนินงานในระดับชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระบวนการชุมชนให้ตระหนักถึงการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บจากการจราจรในเด็ก สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และเพื่อสร้างพฤติกรรมความปลอดภัยแก่เด็ก ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน มีกลุ่มเป้าหมายและเครือข่ายเป็นเด็กในกรุงเทพมหานคร ชุมชนปลอดภัย 10 ชุมขน และโรงเรียนปลอดภัย 20 แห่ง มีแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างค่านิยมในการใช้รถจักยานและการขับขี่อย่างปลอดภัยในชุมชนเสริมสร้างให้มีมาตรฐานของการขับขี่และการใช้อุปกรณ์เสริมป้องกันการบาดเจ็บในการขับขี่รถจักรยานเป็นต้น

ภาพที่ 6.5 รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย
ที่มา : http://news.nipa.co.th/news.action?newsid=185661
              - โครงการเผยแพร่ความรู้เพื่อความปลอดภัยสู่ชุมชน เป็นโครงการสร้างเสริมความปลอดภัยของชมรมยุวชนบ้านตลาดเกรียบ อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความตระหนักถึงปัญหาอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชุมชน โดยกลุ่มชนรมเยาวชนของบ้านตลาดเกรียบได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนโดยมีวิธีการดำเนินการเผยแพร่ความรู้ผ่านการประชาสัมพันธ์เสียงตามสายของชุมชน เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนในเรื่องความปลอดภัย เช่น รณรงค์เมาไม่ขับ วิธีป้องกันการจมน้ำ และการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์เรื่องการสวมหมวกนิรภัยอย่างปลอดภัย รวมทั้งการจัดป้ายเตือนภัยตามจุดอันตรายต่างๆ อีกทั้งประสานกับหน่วยงาน เช่น สายตรวจชุมชน ในการเตรียมแผนเฝ้าระวังภัยในช่วงเทศกาลวันปีใหม่

ภาพที่ 6.6 การจัดป้ายเตือนภัยตามจุดอันตราย
ที่มา : http://www.csip.org/csip/autopage/show_page.php?h=118&s_id=90&d_id=90


ภาพที่ 6.7 สายตรวจชุมชน
ที่มา : http://phakhai.ayutthaya.police.go.th/board/data/2/0029.html


              2. กิจกรรมหรือโครงการด้านความปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรมและโจรผู้ร้าย เช่น
              - โครงการเพื่อนบ้านเตือนภัย เป็นโครงการสร้างเสริมความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายในชุมชน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ให้ชุมชนช่วยกันดูแลและสอดส่องปัญหาความไม่ปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินร่วมกัน โดยมีการรวมกลุ่มของเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน 3-4 หลังคาเรือน ผลัดกันดูแลบ้านและกำหนดจุดเตือนภัยที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม พร้อมกับแจ้งข้อมูลให้กับตำรวจในท้องที่ได้รับทราบ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป

               3. กิจกรรมหรือโครงการด้านความปลอดภัยจากสารเสพติด เช่น
              - โครงการทูบีนัมเบอร์วัน (TO BE NUMBER ONE) เป็นโครงการในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติด ให้ประชาชนและเยาวชนในชุมชนทั่วประเทศไทยมีความตระหนักถึงพิษภัยของสารเสพติดและปลูกฝังค่านิยมในการต่อต้านสารเสพติด โดยมีการดำเนินงานผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เป็นหนึ่ง โดยไม่พึ่งนาเสพติด” เช่นจัดกิจกรรมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ของเยาวชนโดยการเล่นกีฬา เล่นดนตรี เต้นแอโรบิก และการทำกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้สังคมต่างๆ รวมทั้งมีการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดให้กลับคืนสู่สังคมภายใต้โครงการ “ใครติดยายกมือขึ้น”

ภาพที่ 6.8 กิจกรรมโครงการทูบีนัมเบอร์วัน
ที่มา : http://www.moph.go.th/ops/iprg/iprg_new/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=13501


              - โครงการหัวใจไร้สาร เป็นโครงการในพระอุปถัมภ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนในชุมชนหรือโรงเรียนต่างๆ จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติด มีการดำเนินงานภายใต้การรวมตัวกันของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด หรือชมรมหัวใจไร้สาร จนทำให้เกิดกระแสการสร้างค่านิยมในการต่อต้านการใช้สารเสพติดอย่างกว้างขวาง
นอกจากจะจัดโครงการแยกตามประเภทภัยอันตรายที่เกิดขึ้นในชุมชนจากตัวอย่างที่ได้นำเสนอดังกล่าวแล้ว นักเรียนสามารถจัดกิจกรรม หรือโครงการสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนของตนเองให้มีความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน ดังตัวอย่างของ โครงการเซฟตี้โซน (safety zone) ซึ่งเป็นโครงการสร้างเสริมความปลอดภัยของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ในพื้นที่ของเครือข่ายชุมชนปลอดภัย ชุมชนซอยสุเหร่า เพชรบุรี 7 กรุงเทพมหานคร มีการกำหนดพื้นที่ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุในทุกๆ เรื่อง เช่น อุบัติเหตุทางการจราจร อุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ และกำหนดพื้นที่ความปลอดภัยจากอาชญากรรมและสารเสพติด โดยมีการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ เช่นจัดตั้งกลุ่มเยาวชนอาสาสมัครตำรวจบ้าน จัดตั้งจุดตรวจความไม่ปลอดภัยโดยให้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดการเผยแพร่และอบรมการป้องกันอัคคีภัย การปฐมพยาบาล และการป้องกันสารเสพติดของชุมชน

               6.2.2 การประเมินกระบวนการสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชน
              การประเมินกระบวนการสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนเป็นสิ่งที่ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานของกิจกรรมสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนที่ดำเนินการไปแล้วนั้น บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้คาดหวังไว้หรือไม่ มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับใด และมีข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงอะไรบ้างเพื่อจะได้นำไปพัฒนาการจัดกิจกรรมสร้างเสริมความปลอดภัยอื่นๆ ที่ดียิ่งขึ้นของชุมชนต่อไป ซึ่งกระบวนการประเมินผลจะต้องประกอบไปด้วย การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำตรงกับความเป็นจริง โดยการเก็บรวมรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผล สามารถกระทำได้ทั้งในระหว่างดำเนินการและสิ้นสุดโครงการ ดังนี้
              1. การประเมินการสร้างเสริมความปลอดภัยก่อนการดำเนินโครงการ เป็นการประเมินในช่วงระยะแรกของโครงการ เช่น การสำรวจความต้องการด้านความปลอดภัยของประชาชนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้านต่างๆ ทั้งเรื่องของเงินทุน เครื่องมือ เครื่องใช้ กำลังคนและเทคนิควิธี
              2. การประเมินผลการสร้างเสริมความปลอดภัยระหว่างการดำเนินโครงการ เป็นการประเมินผลในระหว่างที่มีการดำเนินโครงการไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผละแปลผลข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าโครงการได้ดำเนินไปตามกระบวนการขั้นตอนที่ว่างแผนไว้หรือไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง เพื่อจะได้นำมาปรับปรุงแก้ไข ให้โครงการได้ดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพจนสิ้นสุดโครงการ
              3. การประเมินผลการสร้างเสริมความปลอดภัยหลังการดำเนินโครงการ เป็นการประเมินผลที่กระทำเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานของโครงการแล้ว โดยมีการนำผลการศึกษาของการประเมินผลในขั้นต่างๆ ตั้งแต่การประเมินก่อนดำเนินโครงการ ระหว่างการดำเนินโครงการ และหลักการดำเนินโครงการมาวิเคราะห์และแปลผลร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าการจัดทำโครงการสร้างเสริมความปลอดภัยนั้นๆ บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่ได้วางเป้าหมายไว้หรือไม่

การสร้างเสริมความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน

  การสร้างเสริมความปลอดภัยทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน ต้องทำอย่าง
เป็นกระบวนการ และมีจิตสำนึกที่ดีในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจนำมาซึ่งความไม่
ปลอดภัยในสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ตัวเราควรศึกษา และเข้าใจถึงแนวปฏิบัติให้เหมาะสม
จะได้นำพาชุมชม และสังคมไปสู่ความเป็นวิถีชีวิตที่ปลอดภัยตลอดไป


1. คุณค่าของกระบวนการสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชน
                การสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชนต้องทำอย่างเป็นกระบวนการ คือ มีการ
วางแผน การปฏิบัติตามแผน และการประเมินผล ซึ่งจะให้คุณค่าต่อตนเองและต่อคนใน
ชุมชน ดังนี้
                1. ส่งเสริมสุขภาพกาย เมื่อมนุษย์มีความปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ เพราะไม่มี
อันตรายเกิดขึ้น ก็จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี เมื่อมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ชุมชนก็จะเข้มแข็ง
เพราะคนในชุมชนมีสุขภาพดี
                2. ส่งเสริมสุขภาพจิต เมื่อชุมชนมีความปลอดภัย ไม่มีโจรผู้ร้าย คนขายยาบ้า
หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก็มีความสุข นั่นคือ มีสุขภาพ
จิตที่ดี
                3. ส่งเสริมเศรษฐกิจ เมื่อไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มีโจรผู้ร้าย ก็จะทำให้ไม่ต้องเสีย
เงินค่ารักษาพยาบาล และไม่ถูกโจรผู้ร้ายโจรกรรมหรือปล้น เงินทองไม่รั่วไหล ก็จะทำให้
เศรษฐกิจของตนเองและครอบครัวดี และมีความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต
                4. สังคมเข้มแข็ง เมื่อชุมชนมีความปลอดภัย คนในชุมชนมีสุขภาพดี ย่อมทำให้
ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง นั่นคือ สังคมก็เข้มแข็งไปด้วย เป็นชุมชนที่น่าอยู่อาศัยสำหรับ
ทุกคน

2. กลวิธีในการป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

                ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ คือ การปฏิบัติที่อาจนำไปสู่การเกิดอันตรายต่อชีวิตและ
สุขภาพของตนเองและผู้อื่น เช่น การขับรถเร็ว การรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ การสำส่อน
ทางเพศ การมีน้ำหนักตัวเกิน การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้ยา
และสารเสพติด ซึ่งมีกลวิธีในการป้องกันและหลีกเลี่ยง ดังต่อไปนี้
             2.1 กระบวนการคิด
                กระบวนการคิด หมายถึง ระบบการคิดสำหรับการดำรงชีวิตในสังคม ที่มี
องค์ประกอบสำคัญได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านตนเอง ด้านสังคมสิ่งแวดล้อม และด้าน
หลักวิชาการ ประกอบกับการใช้เหตุผลอย่างถูกต้องเหมาะสม และตัดสินใจอย่างมีเป้า
หมายที่ดีในแต่ละประสถานการณ์ของชีวิต ตามบทบาทหน้าที่ของตน ซึ่งกระบวนการคิด
สามารถดำเนินการตามลำดับขั้น ดังนี้
                - การวิเคราะห์ใคร่ครวญสาเหตุ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทุกปัญหา
                - การรวบรวมผสมผสานข้อมูล ทั้งด้านตนเอง ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และ
ด้านหลักวิชาการ แล้วจัดทางเลือกเพื่อช่วยในการติดสินใจเลือกใช้
                - การตัดสินใจ เลือกแนวทางแก้ปัญหาอย่างมีเป้าหมายที่ดี
                - การสรุปและประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อวางแผนและพัฒนาต่อไป
                กระบวนการพัฒนาการคิดเป็นการคิดสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเอง ให้มีชีวิตที่มี
คุณภาพ ร่วมพัฒนาสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืน ถ้าบุคคลมีการคิดที่เป็นระบบดัง 5 ขั้นตอนที่
กล่าวมาแล้ว จะทำให้สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ และเป็น
พฤติกรรมที่ยั่งยืนอีกด้วย ทั้งนี้เพราะคิดเป็นหรือมีกระบวนการคิดที่ดี
(ภาพจาก http://i740.photobucket.com/albums/xx48/sakonpat/2-3.jpg)

             2.2 ทักษะชีวิต
                ทักษะชีวิต หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา และเป็น
ความสามารถทางสติปัญญาที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วยการฝึกและกระทำซ้ำๆ
ให้เกิดความเคยชินจนเป็นลักษณะนิสัยที่ดี ประกอบด้วยทักษะต่างๆ คือ การรู้จักตนเอง
การเข้าใจตนเอง และการเห็นคุณค่าของตนเอง การรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณและคิด
สร้างสรรค์ การรู้จักตัดสินใจและแก้ไขปัญหา การรู้จักแสวงหา และใช้ข้อมูล ความรู้ การ
สื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น การจัดการกับอารมณ์และความเครียด การปรับตัว
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การตั้งเป้าหมายชีวิตและสุขภาพ การวางแผนและดำเนินการ
ตามแผน ความเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคม  และซาบซึ้งในสิ่งที่ดีงามรอบตัวเอง

ถ้าบุคคลมีทักษะชีวิตซึ่งมีมากมายดังกล่าว บุคคลนั้นจะสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพได้เป็นอย่างดี และมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                2.3 การคาดคะเน 
                การคาดคะเน คือ การคาดเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคาดคะเนแล้ว
ว่าจะเป็นการเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเสีย เช่น เพื่อนชาย
ชวนไปเที่ยว ซึ่งต้องค้างคืนกันสองต่อสอง คาดคะเนแล้วว่าคงไม่ปลอดภัยก็ไม่ควรไป
การโดยสารเรือโดยสารที่มีผู้โดยสารไปจนเกินอัตรา คาดคะเนแล้วว่าเรืออาจล่มได้ก็ไม่
ควรไป ไปเล่นน้ำที่ชายทะเลมีพายุเข้า และทางผู้รับผิดชอบประกาศให้ขึ้นจากการเล่นน้ำ
ทะเล คาดคะเนแล้วว่าถ้าเล่นต่อไปอาจถูกคลื่นยักษ์พัดพาจมน้ำทะเลได้ ก็ควรปฏิบัติตาม
                ถ้าบุคคลมีการคาดคะเนที่ดีก็จะเป็นการป้องกัน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อ
ความปลอดภัยของชีวิตตนเอง
             2.4 การต่อรอง
                การต่อรอง คือ การเจรจาเพื่อให้สถานการณ์ที่คับขันดีขึ้น หรือการเจรจาเพื่อ
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยง ซึ่งการต่อรองนี้เป็นศิลปะของแต่ละบุคคล และควรจะมีการ
ฝึกเพื่อให้เกิดทักษะการต่อรอง ที่คุ้นเคยกันก็คือ เมื่อมีคนเมายาบ้า คนที่เครียดจัดหรือโจร
ผู้ร้าย มีการจี้ตัวประกัน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะใช้วิธีการเจรจาต่อรอง อาจผ่อนหนักเป็นเบาได้
หรือยืดเวลาออกไป เพื่อให้สถานการณ์ที่เสี่ยงนั้นลดลง หรือแม้แต่เป็นคู่รักกัน แล้วฝ่าย
ชายพยายามขอมีอะไรกับฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็อาจจะใช้วิธีการต่อรอง เพื่อเอาตัวรอด
หรือหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ที่เสี่ยงนั้นได้
                บุคคลที่มีทักษะในการต่อรองที่ดี จะสามารถป้องกัน และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อ
ความปลอดภัย หรือเป็นการผ่อนหนักเป็นเบาได้
             2.5 การปฏิเสธ
                การปฏิเสธ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Just Say No” เป็นทักษะสำคัญในการ
เอาตัวรอด หรือหลีกเลี่ยงต่อสิ่งเลวร้ายที่จะเข้ามาในชีวิตของตนเอง ทักษะการปฏิเสธนี้
สามารถใช้ได้กับทุกเรื่องที่พบในชีวิตประจำวัน คือ การปฏิเสธใช้ยาเสพติด การปฏิเสธที่จะ
เล่นการพนัน การปฏิเสธที่จะไปเที่ยวหญิงบริการ การปฏิเสธที่จะไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง
ต่อการมีเพศสัมพันธ์ และการปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น ที่ยังไม่มีความพร้อมทาง
สังคมและเศรษฐกิจ คนดีจะต้องปฏิเสธต่อการถูกชักชวนไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่
เหมาะสม ทักษะการปฏิเสธนั้น เป็นศิลปะที่จะต้องมีการฝึกการปฏิเสธมีหลายระดับ ตั้งแต่
ระดับที่นุ่มนวลไปจนถึงขึ้นเด็ดขาด ซึ่งจะปฏิเสธระดับใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
เช่น ความรุนแรงที่จะต้องปฏิเสธตัวผู้ชักชวน ลักษณะของการชักชวน เรื่องที่ชักชวน
เป็นต้น
                บุคคลที่มีทักษะการปฏิเสธที่ดีจะสามารถป้องกัน และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อ
สุขภาพ และความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

การสร้างเสริมความปลอดภัยจากสัตว์ร้าย

การสร้างเสริมความปลอดภัยจากสัตว์ร้าย 
1. ภัยจากวัวหรือควาย ถ้านักเรียนถูกวัวหรือความวิ่งไล่ ควรรีบถอดเสื้อ หรือถ้ามีผ้าถือไว้ให้โยนทิ้ง วัวหรือควายจะหยุดดมของที่เราทิ้งไว้ หรือถ้าว่ายน้ำ 
    เป็น ให้วิ่งลงน้ำ 
2. ภัยจากสุนัข การเตรียมไม้เพื่อป้องกันตัวจากการถูกสุนัขกัดเป็นสิ่งที่ควรทำ 
3. ภัยจากงู ควรหลีกเลี่ยงการเดินไปในที่มืด ที่รก หากมีความจำเป็นควรสวมร้องเท้าบูทแล้วใช้ไม้ตีต้นหญ้าหรือพุ่มไม้ไปตลอดทาง เพื่อให้งูเลื่อยหนีไป

แนวคิดการให้กระบวนการทางประชาสังคมสร้างเสริมความปลอดภัย

ในการสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชนเข้มแข็งและปลอดภัยนั้น ควรใช้แนวคิดหรือเทคนิค เกี่ยวกับกระบวนการทางประชาสังคม ดังนี้
๑.  แนวคิดเรื่องผู้นำชุมชน
ผู้นำชุมชนมีความสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างหรือพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้า และการสร้างเสริมความปลอดภัยในเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุ ภัยอันตราย และความรุนแรงต่างๆ เหล่านี้            ผู้นำชุมชนย่อมเป็นกำลังที่สำคัญมาก ประเภทของผู้นำเหล่านี้ เช่น ผู้นำทางการปกครอง ผู้นำทางการเมือง          ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางสถานศึกษา เป็นต้น ส่วนบุคคลที่เป็นผู้นำตามประเภทดังกล่าว เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาเขต ตำรวจ พระสงฆ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักวิชาการสุขศึกษา วิศวกร เป็นต้น
ผู้นำชุมชนที่ดีย่อมมีความรับผิดชอบต่อชุมชนหรือสังคมที่อาศัยอยู่ มีความเอาใจใส่และสนใจที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัยของชุมชน การดำเนินงานป้องกัน อุบัติเหตุ         ภัยอันตรายหรือความรุนแรงต่างๆ โดยการนำของบุคคลเหล่านนี้ย่อมจะได้รับความร่วมมือ และยอมรับจากประชาชนในชุมชนเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะผู้นำชุมชนมักจะเป็นตัวอย่างที่ดีและมีแผน ปฏิบัติงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความสนใจ ความต้องการ และปัญหาของชุมชนด้วย
๒.  แนวคิดเรื่องความสำคัญของกลุ่ม
โดยทั่วไปคนเราทุกคนต้องการได้รับความเคารพยกย่องจากผู้อื่น ความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ ต้องการมีสถานภาพและความมั่นคง โดยการยอมรับของสมาชิกในกลุ่มจึงพยายามทำตามหรือปฏิบัติตามที่กลุ่มหรือสังคมถือปฏิบัติ เพื่อจะได้ปรับตัวให้เข้ากับสังคมและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น                 ในเรื่องการสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชนเข้มแข็ง จึงควรเน้นการยอมรับของกลุ่มและแรงผลักดันของกลุ่ม ในการติชมหรือการยกย่อง เมื่อมีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
๓. แนวคิดเรื่องค่านิยมของสังคม
ความร่วมมือและความเป็นอิสระ เป็นความต้องการพื้นฐานของคนเรา หากบุคคลให้               ความร่วมมือรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ให้ความเคารพนับถือผู้อื่น รู้จักควบคุมตนเอง และมีบุคลิกลักษณะของ                ความเป็นพลเมืองดี ย่อมจะนำมาซึ่งการปฏิบัติที่ปลอดภัย
ในการสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชนจึงจำเป็นต้องให้บุคคลหรือกลุ่มคนในชุมชนรู้จักเรียนรู้ค่านิยมของสังคม การยอมรับของสังคม และการจัดกิจกรรมหรือโครงการที่อาศัยความร่วมมือ เช่น เรียนรู้ค่านิยมการสวมหมวกนิรภัยในการขับขี่รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ ค่านิยมในการแต่งกายที่เหมาะสมไม่ล่อแหลมต่อการเกิดอาชญากรรม เป็นต้น
๔.  แนวคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตย
การให้ความรู้จักและแนะนำให้ประชาชนในชุมชนรู้จักระบอบประชาธิปไตย สร้างความเข้าใจและการเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้บุคคลในชุมชนตระหนักถึงปัญหาเรื่องภัยอันตราย อุบัติเหตุ หรือความไม่ปลอดภัยต่างๆ โดยจะต้องไม่คำนึงถึงความปลอดภัยเฉพาะของตนเองเท่านั้น แต่จะมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้อื่นหรือสมาชิกอื่นในสังคมด้วยเสมอ ดังนั้น หากประชาชนยอมรับในกฎเกณฑ์ของสังคมในเรื่องนี้ เขาก็จะรู้สึกอิสระและพอใจในการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย ทั้งในด้านส่วนตัวและส่วนรวม
๕.  แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ
ความรับผิดชอบเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการทำให้บุคคลมีพฤติกรรมที่ถูกต้องสำหรับการที่ได้ฝึกปฏิบัติในสิ่งที่ท้าทายความรับผิดชอบนั้นก็มีส่วนช่วยให้เกิดสวัสดินิสัยด้วย บุคคลหรือประชาชนในชุมชน จึงควรได้รับโอกาสในการแสดงความสามารถและความไว้วางใจในการปฏิบัติงานหรือทำงาน ในสิ่งที่เขาต้องกระทำ หากชุมชนโดยเฉพาะผู้นำชุมชนมีการจัดโครงการหรือกิจกรรมป้องกัน อุบัติเหตุ หรือภัยอันตรายต่างๆ ก็ควรให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบและดำเนินงานด้วย

สิ่งแวดล้อมในชุมชน

เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มนุษย์ก็จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม สร้างบ้านเรือนแหล่งที่อยู่อาศัย ทำไร่ทำนาเลี้ยงสัตว์ มีกิจกรรมร่วมกัน และมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มในลักษณะนี้เรียกว่าชุมนุมชน
ภายหลังจากที่มนุษย์รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม โดยเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยแล้ว มนุษย์ก็ได้เริ่มจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวมนุษย์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำรงชีพ ความสะดวกสบาย ในความเป็นอยู่และความปลอดภัยในชีวิต สิ่งรอบ ๆ ตัวที่มนุษย์เข้าไปจัดการนั้น บางครั้งมนุษย์แสวงหามาเอง บางครั้งสร้างให้มันเกิดขึ้น และบางครั้งก็ตกแต่ง ดัดแปลงปรับปรุง และใช้ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่เองนั้น ในลักษณะที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของชุมชน
สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวมนุษย์ภายในบริเวณชุมนุมชนมีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาไว้ในชุมชน รวมเรียกกันว่า "สิ่งแวดล้อมชุมชน" อาจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ อาจจะเป็นสิ่งที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้แต่ทุกอย่างจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเป็นวงจร
สิ่งแวดล้อมในชุมนุมอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ มหาสมุทร พื้น ดิน แร่ธาตุ ภูเขา ป่าไม้และสัตว์อื่น ๆ เป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ บ้านเรือน โรงเรียน ถนน รถยนต์ เขื่อนเก็บน้ำ ตลอด จนขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจและสังคมด้วย
สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็นชุมชน โดยมีขนบธรรมเนียบประเพณี ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นและข้อจำกัดทางธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์และเป็นหลักสำหรับการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เพื่อให้เกิดการดำรงชีวิตอย่างผาสุกและเสริมสร้างคุณภาพแห่งชีวิต
ในแต่ละชุมชนก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ทัศนคติ และนิสัยใจคอของผู้คนที่อยู่อาศัยในชุมชนด้วย เช่น บางแห่งอาจอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ บางแห่งอาจมีความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลและบางแห่งก็สลับซับซ้อนด้วยทิวเทือกเขา มีภูเขามาก สิ่งแวดล้อมในบางแห่งเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว บางแห่งก็เหมาะที่จะใช้ทำการเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละชุมชนต่างได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันไป ตามลักษณะของสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ และโดยความเป็นจริงแล้วสิ่งแวดล้อมได้ให้ประโยชน์แก่คนในชุมชนนั้นอย่างมากมายมหาศาล เราใช้สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต เป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพ ให้เป็นกฎเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินวิถีชีวิตของสังคม ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งรวมของความสวยงามตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งที่เราสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติได้
มนุษย์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้อาศัยและใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในการอยู่รอดของชีวิต มนุษย์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ดังนั้นการกระทำของมนุษย์จึงมีผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อม ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกกันว่าระบบนิเวศวิทยา ผลกระทบกระเทือนนั้นเป็นไปได้ทั้งในทางสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น หรือในทางทำลายให้เลวลง ผลกระทบกระเทือนนี้เกิดขึ้นทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม มีมากบ้างน้อยบ้าง
ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าเราต้องการรับประทานอาหาร เราต้องเอาพืช ผลไม้ จากในป่าหรือต้องใช้ที่ดินเพาะปลูก ถ้าเราต้องการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก็จำเป็นต้องตัดต้นไม้ในป่าเอามาสร้างบ้านจะทำให้จำนวนต้นไม้ ป่าไม้ ลดลง และถ้าลดลงมาก ๆ จะทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุล ความสัมพันธ์ในระหว่างสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไป ฝนอาจจะตกน้อยจนทำให้แห้งแล้ง หรืออาจจะเกิดน้ำท่วมได้ เพราะไม่มีป่าไม้ที่ช่วยทำให้น้ำถูกดูดซึมซับอยู่ใต้ดิน ในขณะเดียวกันถ้าเราช่วยกันปลูกต้นไม้ ไม่ว่าจะต้นเล็กหรือต้นใหญ่ก็ตามจะช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมในชุมชนของเราดีขึ้น จะมีต้นไม้เขียวชอุ่มมาก ป่าไม้ก็อุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็มีส่วนทำให้ฝนตก ไม่แห้งแล้ง และยังช่วยไม่ให้เกิดน้ำท่วมได้ เพราะน้ำจะถูกดูดซึมไว้ในป่าและถูกปล่อยให้เราได้ใช้กันตลอดทั้งปี ด้วยวิถีทางธรรมชาติ ต้นไม้ยังช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์ด้วย เพราะในเวลากลางวันต้นไม้จะหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และคายก๊าซอ๊อกซิเจนออกมา ซึ่งเป็นก๊าซที่มนุษย์เราต้องการในการหายใจ นอกจากนี้ ต้นไม้ยังช่วยทำให้บ้านเมืองและชุมชนมีความสวยงามร่มเย็นน่าอยู่อาศัยมากขึ้น
ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ ณ ที่แห่งใด จะตั้งชุมชนใหญ่หรือเล็กก็ตาม ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอาศัยพึ่งพาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าจะมีมนุษย์อยู่เพียงคนเดียวในโลก สิ่งแวดล้อมก็ถูกทำลายได้เหมือนกัน เป็นต้นว่า มนุษย์เก็บเกี่ยวเอาพืชพันธุ์ไม้และล่าสัตว์เป็นอาหาร ตัดไม้ในป่าเอามาสร้างที่อยู่อาศัยและทำเชื้อเพลิงและมนุษย์ก็ยังขับถ่ายของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม แต่มนุษย์เพียงคนเดียวก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมไม่มากนัก แต่เมื่อใดก็ตามที่มีมนุษย์มากขึ้น ความต้องการใช้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มากขึ้นตามไปด้วย เพราะแต่ละคนต่างก็มีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อมคนละมากบ้างน้อยบ้าง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วสิ่งแวดล้อมในชุมชนจะถูกทำลายอย่างมาก และปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ก็เป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจากการที่เรามุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขยายการก่อสร้าง ปัจจัยพื้นฐานแห่งการพัฒนา เช่น ถนน เขื่อน สนามบิน ท่าเรือ ฯลฯ เร่งผลิตสินค้าและบริการให้ทันกับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละชุมชนจึงถูกนำมาใช้กับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก จากขบวนการพัฒนาและการผลิตทำให้มีของเสียเหลือทิ้งออกมาในรูปต่าง ๆ เจือปนอยู่กับสิ่งแวดล้อมในชุมชน ความสมดุลในธรรมชาติก็เสียไป
เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย มีของเสียปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งแวดล้อมก็จะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและอาจจะรุนแรงจนถึงขั้นเป็นพิษเป็นภัยได้ ผลกระทบจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมและการขยายตัวของกิจกรรมนั้น ๆ ผลของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและเป็นพิษก็จะตกอยู่แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในชุมชน ปัญหาสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะผูกพันเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ เพราะสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กัน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและเป็นพิษจะมีผลโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของมนุษย์ เพราะสภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลง ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการดำรงชีวิตอีกต่อไป นอกจากนี้ก็ยังมีผลกระทบกระเทือนต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้ง และถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวังแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติก็จะสูญสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้ มิได้เกิดขึ้นกับแม่น้ำ อากาศ สารเคมี และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติอื่น ๆ เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในรูปปัญหาทางสังคมอีก ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าลักษณะนิสัยใจคอ ความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน ความสามัคคีในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ทั้งนี้ อาจจะเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจภายในครอบครัว ความยากจน การเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ การคมนาคม ติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอก ตลอดจนการรับเอาวัฒนธรรมและแนวความคิดจากที่อื่น ๆ มามาก ภายในชุมชนของเราจึงเปลี่ยนแปลงไป ความมีระเบียบ การรักษาหน้าที่ความรับผิดชอบ การปฏิบัติตามกฏเกณฑ์จึงหย่อนคลายลง
ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้น ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วนและถูกวิธีแล้วปัญหาต่าง ๆ จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชุมชนนั้น จะต้องเลือกใช้หลักวิชาการที่ผสมผสานได้กับลักษณะนิสัย ทัศนคติ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในชุมชนด้วย จะต้องเป็นที่ยอมรับและไม่ถูกโต้แย้งจากคนในชุมชนนั้น ๆ
สิ่งแวดล้อมบางอย่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คนทุกคนในชุมชนเป็นเจ้าของและมีสิทธิที่จะใช้ได้ เราทุกคนก็ควรที่จะมีหน้าที่ดูแลรักษาและแก้ไขให้สภาพแวดล้อมในชุมชนดีขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะมีหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่การดำเนินงานอาจมีอุปสรรคบ้าง ล่าช้าบ้าง ถ้าคนในชุมชนไม่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ ทุกคนควรจะถือว่าสิ่งแวดล้อมทั้งหลายเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และถือเอาเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อชุมนุม ในอันที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดีมีคุณภาพ เพื่อคนทุกคนในชุมชน เพื่อส่วนรวม เพื่อตัวเอง และครอบครัว และเพื่ออนุชนรุ่นหลังที่จะได้มีโอกาสพึ่งพาอาศัยและใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า
ถ้าสมาชิกในชุมชนทุกคนสำนึกในหน้าที่ของตนเองที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน ยอมเสียสละเล็ก ๆ น้อย ๆ คำนึงถึงแต่ประโยชน์ของชุมชนส่วนรวมเป็นข้อใหญ่แล้ว อีกไม่ช้าไม่นานภายในชุมชนก็จะมีแต่สภาพแวดล้อมที่ดี สภาพสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้คนทุกคนดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุข ความปลอดภัยในชีวิต มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง ชุมชนก็จะมีแต่สมาชิกที่ดีมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติตลอดไป

การสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก

การสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็กcartoon
     ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็กTraining Educating Advancing Collaboration in Health on Violence and Injury Prevention เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคม กลุ่มเด็กยากจน, เทคโนโลยี, สุขภาวะเด็กที่เกี่ยวข้องกับสังคมมากมาย ในปี 2008 พบว่าจำนวนเด็กตายปีละล้านคนด้วยอุบัติเหตุและความรุนแรง ครึ่งหนึ่งของเด็กตายเป็นเด็กแถบ ทวีป South East Asia ส่วนในประเทศไทยตาย 3,000 คน   อันดับ 1. จมน้ำ 1,500 ราย  อันดับ 2. จราจร 700-800 ราย (จากการเดินถนน, มอเตอร์ไซด์)
สาเหตุการตายในเด็กเนื่องมาจาก
-       ปัจจัยทางร่างกาย  เด็กมีความเสี่ยงเนื่องจาก ศีรษะใหญ่ประมาณ 60% ของร่างกาย รอยต่อของกะโหลกศีรษะยังไม่ปิด เกิดเลือดออกง่าย กระดูกต้นคอหักง่ายเนื่องจากหัวหนัก กระดูกซี่โครงหักง่าย เลือดออกในปอดง่าย ปกติในเด็กเล็กตับม้ามแล่บออกมา ทำให้ตับแตกม้ามแตกได้ง่าย
-       ด้านพัฒนาการเรื่องการเรียนรู้ เด็กเริ่มเสี่ยงตั้งแต่อายุ 6 เดือน เพราะเด็กเริ่มมีการเคลื่อนไหว     ในเด็กวัย 1 ปี เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะเด็กเริ่มเรียนรู้สิ่งแวดล้อมได้เอง พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กค่อนข้างดี แต่ไม่รู้จักการระวังภัยด้วยตัวเอง และ เมื่อ 1 ปีครึ่ง เด็กเริ่มรู้บางเรื่องที่ผู้ใหญ่บอก แต่ยังขาดประสบการณ์ ทำให้เกิดการตายในช่วงวัยนี้มาก พบว่า เด็กตายในช่วงอายุ น้อยกว่า 6 ปีกับช่วงวัยรุ่นมาก ในช่วงวัยเรียนไม่ค่อยเสี่ยง
-       ปัจจัยทางสังคม  ต้องดูว่าครอบครัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมเสี่ยงหรือไม่ เศรษฐานะต่ำพบว่าเสี่ยงมากกว่าครอบครัวที่เศรษฐานะดี  ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของชุมชนแต่ละชุมชน  การดูแลของครอบครัว ระบบเศรษฐกิจของครอบครัว สื่อที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค บรรทัดฐานของสังคม 
การนำไปสู่แนวทางการแก้ไข สร้างความคิดและความตระหนัก สร้าง Empowerment community ทำให้ชุมชนในการวิเคราะห์ถึงปัญหาการตายในเด็ก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมลดความเสี่ยง ประเมินผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้มีการเชื่อมโยงภาครัฐ ชุมชน และ policy เข้าด้วยกันโดยการผ่านสื่อในการกระตุ้น การแก้ไขปัญหาเป็นทีมสหวิชาชีพ และแก้ไขปัญหาพร้อมกัน กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของชุมชนและสังคมที่เด็กและเยาวชนอาศัย
ศูนย์เด็กเล็กปลอดภัย มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดการตาย พิการและการบาดเจ็บของเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ส่งเสริมความปลอดภัย ความเสมอภาของเด็กในการเจริญเติบโต และโอกาสของการได้รับการส่งเสริมให้มีพัฒนาการที่ดี เชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาความปลอดภัยในศูนย์เด็กเล็ก  โดยมีมาตรฐานการดำเนินความปลอดภัย 6 ด้าน ในเรื่องของอาคารทั้งภายในและภายนอก ผลิตภัณฑ์  การเดินทาง ระบบป้องกันภัยจากบุคคล ระบบฉุกเฉิน และความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ ประเมินความเสี่ยงของกิจกรรม  จัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย
ซึ่งขั้นตอนการดำเนินงานโดยวิธีจัดตั้งกลุ่มดำเนินงาน มีเครื่องมือ ระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ เช่น มีแบบบันทึกการบาดเจ็บรายบุคคล บันทึกการเดินสำรวจจุดเสี่ยงในศูนย์ เพื่อดำเนินการแก้ไข
โครงการโรงเรียนปลอดภัย มีกลุ่มความปลอดภัยซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหาร ครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และมีวิธีเครื่องมือค้นหาปัญหาการบาดเจ็บของนักเรียนทั้งเรื่องอุบัติเหตุ ความรุนแรง โรงเรียนมีแผนมาตรการ และนโยบายจัดการความปลอดภัยด้านอุบัติเหตุและความรุนแรงที่ชัดเจน  มีกระบวนการดำเนินงานโดยสร้างระบบความปลอดภัย 6 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อมกายภาพปลอดภัย ระบบคุ้มครองภัยจากบุคคล เดินทางปลอดภัย ความปลอดภัยในการเรียนการสอน หลักสูตรปลอดภัย ความพร้อมด้านฉุกเฉินและภัยพิบัติในโรงเรียน โดยมีการสำรวจและประเมินจุดเสี่ยงของโรงเรียน แบบบันทึกการบาดเจ็บบริเวณรอบโรงเรียน  จากการศึกษาอุบัติเหตุในโรงเรียนพบว่า การบาดเจ็บมักเกิดขึ้นในเด็กกลุ่มอายุ 5-9 ปีเป็นนักเรียนชายมากกว่าหญิง ส่วนใหญ่เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ลักษณะบาดแผลเป็นบาดแผลถลอก และฉีกขาด สถานที่เกิดการบาดเจ็บคือในห้องเรียน  สร้างคู่มือแนวทางความปลอดภัยในเด็ก
ชุมชนปลอดภัย คือ การดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชน โดยมุ่งเน้นในการสร้างพฤติกรรมปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ทั้งส่วนบุคคลและส่วนร่วมและการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ทั่งเชิงกายภาพ เทคโนโลยี การจัดการโดยมีตัวชี้วัดในเรื่องก ารสร้างการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เชื่อโยงองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย  ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มคนและสิ่งแวดล้อม เช่น เด็กพิการด้อยโอกาส โครงการโรงเรียนปลอดภัย  มองให้เห็นได้ทั้งขนาดและสาเหตุของปัญหา การบาดเจ็บ เน้นเอกสารการบันทึก เฝ้าระวัง บันทึกจุดเสี่ยง มีการสำรวจอย่างต่อเนื่อง  ประเมินผลได้ทั้งผลดำเนินงานและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในชุมชน  เรียนรู้และดำเนินการโดยชุมชนใดชุมชนหนึ่ง องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปเป็นแบบอย่างแก่ชุมชนอื่น และชักนำให้เกิดนโยบายที่สำคัญในระดับชาติได้
Injury prevention (การบาดเจ็บ) มีทั้ง ตั้งใจ เช่น ความรุนแรงทางสังคม และไม่ตั้งใจ เช่น อุบัติเหตุ ซึ่งจะเน้นในเรื่อง
-       Safety promotion กลุ่มเป้าหมาย 0-14 ปี โดยทำเพื่อเน้นตามกระแสสังคม
-       Safety environment วัฒนธรรม ความปลอดภัยของชุมชน ทางกายภาพ เทคโนโลยี ระบบการเมืองการปกครอง เรื่องเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนในชุมชน องค์กร
-       Safety behavior
ปัจจัย ทำไมเด็กจึงเกิดอุบัติเหตุ เพศ อายุ พัฒนาการ สายตาการได้ยิน ครอบครัว ปัจจัยสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม ทัศนคติในเรื่อง safety เด็กพิการและภาวะโรคประจำตัว อื่นๆ  กระบวนการสำคัญของชุมชน ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน เยาวชน
  1. Community organization กลุ่มแกนหลัก เช่น อบต. หา Key man ต้องมีกลุ่มแกนหลัก สร้างความมั่นใจเชื่อใจร่วมกัน ร่วมกันบริหารจัดการปัญหา การจัดการประกอบด้วย เครื่องมือ มีเองหาได้ วิธีการ เช่นการประชุม เงิน เพื่อกระตุ้น
  2. Community development ไม่ได้เริ่มมาจากศูนย์พัฒนาจาทุนทางสังคมเริ่มมาจากฐานข้อมูล หากุญแจหลัก จัดการกับปัญหา หางานเด่นของตน แล้วส่งต่อให้กลุ่มอื่น
  3. Community mobilization ส่งต่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
  4. Community empowerment การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เกิดการรักชุมชน
กลไกขับเคลื่อนองค์กร CDD( child death deliberation) เครื่องมือเพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุและปัจจัยการเสียชีวิต ของเด็กจากอุบัติเหตุและความรุนแรงอย่าเป็นระบบโดยเก็บข้อมูล 4 ด้าน ( ครอบครัว, เหตุนำไปสู่การเสียชีวิต, ข้อมูลตำรวจ, ข้อมูลทางการแพทย์ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูล) วิเคราะห์ข้อมูล(ค้นหาเหตุนำการเสียชีวิต) แนวทางแก้ไขป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
ขบวนการ  เมื่อเด็กเสียชีวิต เข้าสู่กระบวนการ CDD พิเคราะห์ สหวิชาชีพ เครื่อข่ายความร่วมมือ ขับเคลื่อนนโยบาย นำไปสู่แนวทางการป้องกันการเสียชีวิตของเด็กรายอื่น  พิเคราะห์ การเก็บข้อมูล เหตุการณ์ตายของเด็กจากเหตุภายนอกเข้าลึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยทีมสหวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญ เช่น อัยการ, แพทย์นิติเวช, กุมารแพทย์, นักจิตวิทยา, นักสังคมเป็นต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเช่น ตำรวจ อบต. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานที่ทำของเล่น, กระทรวงอุตสาหกรรม, สบข